กวดวิชา SAT

 

รับติว sat

รับสอนพิเศษ SAT ตามบ้าน กวดวิชา SAT ตัวต่อตัว ติวตอร์รับติวข้อสอบสอนพิเศษ SAT

SAT คืออะไร SAT หรือ Scholastic aptitude Test 1 และ SAT II หรือ Scholastic aptitude Test II ซึ่งแต่ก่อนเรียกว่า Achievement Test หรือ Act เป็นข้อสอบที่ใช้วัดระดับความรู้ ความสามารถของนักศึกษา ที่ต้องการศึกษาต่อ ระดับปริญญาตรี เนื่องจากในอเมริกามีโรงเรียน ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย เป็นจำนวนมาก ซึ่งยากที่ทุกแห่ง จะมีมาตรฐานการเรียนการสอน เและการวัดผลที่เท่าเทียมกัน การสอบ SAT I หรือโดย ปกติจะเรียก SAT และ SAT II จึงเป็นการ สอบ เพื่อเปรียบเทียบความพร้อม และความสามารถที่แท้จริง ของนักศึกษาแต่ละคน โดยไม่ต้องอาศัยเกรดจากโรงเรียน 

 

       SAT I จะทดสอบการใช้เหตุผล 2 วิชา คือ ภาษาศาสตร์และคณิตศาสตร์ เป็นคำถามแบบปรนัย ซึ่งลักษณะจะเป็นแบบ ความสามารถในการสื่อสาร การเติมคำในช่องว่าง การอ่านวิเคราะห์และวิจารณ์ รวมถึงความสามารถทางคณิตศาสตร์ 

       SAT II จะทดสอบความรู้ ความชำนาญทางด้าน ภาษาอังกฤษ วิทยาศาสตร์ ประวัติศาสตร์ สังคมศาสตร์ และภาษาอื่นๆ 

คะแนน ของ SAT นั้นจะแสดงผลจาก verbal และ คณิตศาสตร์ โดยจะมีคะแนน ในช่วง สองร้อย ถึง แปดร้อย นักเรียนต้องติดต่อกับทางสถาบันและสอบถามถึงคะแนนที่สถาบันนั้นๆ ต้องการเพื่อที่จะได้เตรียมตัวได้ถูก

โครงสร้างของข้อสอบ

ข้อสอบ SAT แบ่งออกเป็น 7 section เวลาในการสอบคือ 3 ชั่วโมง โดยจัดแบ่งข้อสอบดังนี้

SAT Verbal : มี 3 ส่วน ซึ่งทดสอบในเรื่องของ Reading, Grammar และ Analytical Reasoning โดยมีรูปแบบของคำถามเป็น Analogies, Sentence Completion และ Critical Reading ระยะเวลาของการสอบคือ 1 ชั่วโมง 15 นาที

SAT Math : มี 3 ส่วนเช่นกัน ซึ่งทดสอบในเรื่องของ Algebra, Arithmetic และ Geometryโดยมีรูปแบบของคำถามแบบ Quantitative Comparisons (QCs), Regular Math และ Grid-ins ระยะเวลาของการสอบคือ 1 ชั่วโมง 15 นาที

Experimental: การสอบใน 1 section ที่เหลือนี้ จะเป็นเรื่องของบททดสอบ ซึ่งอาจเป็นทางด้านของ Verbal หรือ Math และใช้เป็นข้อมูลภายในของ ETS เท่านั้น คะแนนในส่วนนี้ จะไม่นำมารวมกับคะแนนในส่วนอื่นๆ

SAT Math 

ผลคะแนน SAT 

       ผู้สอบจะได้รับคะแนนแบ่งเป็น 2 ส่วนคือส่วนของ Math และส่วนของ Verbal ในแต่ละวิชานี้ จะมีระดับคะแนนอยู่ในช่วง 200 – 800 โดยระดับคะแนนเฉลี่ยของทั้งประเทศจะอยู่ในช่วงประมาณ 500 ของแต่ละวิชา หรือคะแนนรวม 1,000 อย่างไรก็ดี สถาบันการศึกษาที่มีอัตราการแข่งขันค่อนข้างสูง มักต้องการระดับคะแนนที่สูงกว่านี้มาก 

       ระดับคะแนนที่แต่ละสถาบันการ ศึกษาต้องการ จะมีความแตกต่างกันไป แต่อย่างไรก็ดี สถาบันการศึกษาเหล่านี้ ก็พิจารณาปัจจัยอื่นๆประกอบด้วย รวมถึง GPA และใบรายงานผลการเรียน จดหมาย recommendation การสัมภาษณ์ และการเขียนบทความเกี่ยวกับตัวเองของนักศึกษา นอกจากนี้ สถาบันการศึกษาทุกแห่งยังสามารถรับพิจารณาผล ACT แทนผล SAT ได้ 

ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการสอบ SAT รวมถึงการสมัคร online: www.collegeboard.com

++ ตารางเวลาที่เปิดสอบ 7 ครั้ง ต่อ 1 ปี

SAT II – Scholastic Aptitude Test II

       การสอบ SAT II Subject Tests เป็นการสอบที่ได้รับการออกแบบขึ้นมาเพื่อประเมินความรู้ของผู้สอบในสาขาวิชา เฉพาะ และเป็นวิชาที่สถาบันการศึกษาใช้พิจารณา ในการตอบรับนักศึกษา โดยแบ่งออกเป็น 22 สาขาวิชา ดังนี้ Writing (with an essay), Literature, U.S. History, World History, Math Level IC, Math Level IIC, Biology E/M, Chemistry, Physics, French Reading, French Reading with Listening, German Reading, German Reading with Listening, Spanish Reading, Spanish Reading with Listening, Modern Hebrew Reading, Italian Reading, Latin Reading with Listening, Japanese Reading with Listening, Korean Reading with Listening, Chinese Reading with Listening, และEnglish Language Proficiency Test.

       สถาบันการศึกษาส่วนใหญ่ จะพิจารณาผลการสอบ SAT II ใน 3 สาขาวิชาคือ Math IC หรือIIC, Writing และอีก 1 สาขาวิชาตามที่ผู้สอบต้องการ กล่าวได้ว่ากว่า 1 ใน 3 ของสถาบันการศึกษาที่มีข้อกำหนดให้ส่งผล SAT จะมีข้อกำหนดเกี่ยวกับ SAT II ใน 2-3 สาขาวิชาด้วยเช่นกัน 

ระยะเวลาของการสอบ SAT II ในแต่ละสาขาวิชาคือ 1 ชั่วโมง โดยส่วนใหญ่แล้ว (ยกเว้นในสาขาวิชา Writing) จะเป็นข้อสอบแบบปรนัยทั้งหมด ระดับคะแนนของ SAT II ในแต่ละสาขาวิชา ก็จะอยู่ในรูปแบบเดียวกับ SAT คือ 200-800 โดยกล่าวได้ว่าระดับ 600 นับว่าเป็นระดับคะแนนที่สูงมาก 

       ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการสอบ SAT และ SAT II รวมถึงการสมัคร online:www.collegeboard.com

รายละเอียดของข้อสอบ SAT ใหม่

ตามที่ข้อสอบ SAT ได้มีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบของข้อสอบในเดือนมีนาคม 2005 นั้นรูปแบบของข้อสอบใหม่ประกอบโดยข้อสอบ 7 ประเภทดังนี้

1. Math: Multiple Choice

– เป็นข้อสอบเลขระดับมัธยมปลายโดยมีตัวเลือกให้ 5 ข้อ

– เรียนวิชา Math ของ GMAT ได้ (GMAT ยากกว่า SAT)

2. Math: Grid-Ins

– เป็นข้อสอบเลขระดับมัธยมปลายโดยไม่มีตัวเลือกให้

– เรียนวิชา Math ของ GMAT ได้ 

3. Identifying Sentence Errors

– เป็นข้อสอบ Grammar เหมือน TOEFL CBT แต่มีตัวเลือก 5 ข้อ

– เรียนวิชา Error Identification ของ TOEFL ได้ (TOEFL ง่ายกว่า SAT)

4. Improving Sentences

– เป็นข้อสอบ Grammar และ Style โดยมีตัวเลือก 5 ตัวเลือก

– เรียนวิชา Sentence Correction ของ GMAT ได้ (GMAT ยากกว่า SAT)

5. Identifying Paragraph Errors

– เป็นข้อสอบ Writing โดยมีตัวเลือก 5 ตัวเลือก

– เรียนวิชา Paragraph ของ 
TOEFL iBT ได้

6. Essay

– เป็นข้อสอบ Writing

– เรียนวิชา Writing ของ 
GMAT ได้

7. Sentence Completion

– เป็นข้อสอบ Vocabulary และ Reading โดยผู้สอบต้องเลือกคำศัพท์เติมในช่องว่าง

– สามารถทดแทนด้วยการเรียน Vocabulary และ Reading ของ 
GMAT ได้

– ผู้เรียนควรท่องศัพท์เพิ่มเติม

8. Reading Comprehension

– เป็นข้อสอบ Reading โดยมีตัวเลือก 5 ตัวเลือก

– เรียนวิชา Reading ของ 
GMAT ได้

โดย รวมแล้วข้อสอบ SAT “ใหม่” มีความใกล้เคียงกับข้อสอบ GMAT มากกว่าข้อสอบเดิมอย่างเด่นชัด (ในขณะที่ข้อสอบเดิมจะมีความใกล้เคียงกับข้อสอบ GRE ที่เน้นการท่องศัพท์แต่ในขณะที่ข้อสอบใหม่จะเน้นการวิเคราะห์) ดังนั้นผู้เตรียมตัวสอบ SAT สามารถฝึกฝนและเรียนเกี่ยวกับพื้นฐานและเทคนิคการทำข้อสอบโดยการเข้าเรียน หลักสูตร GMAT ได้ โดยรวมแล้วเนื้อหาของหลักสูตร GMAT จะยากกว่าข้อสอบ SAT ดังนั้นทางสถาบัน Kendall น่าจะแนะนำหลักสูตรดังกล่าวให้กับนักเรียนที่สามารถทำคะแนน TOEFL ได้มากกว่า 550 เท่านั้น***

*** เนื่องจากนักเรียน SAT ส่วนใหญ่จะมีอายุน้อยดังนั้นจึงจำเป็นยิ่ง (กว่านักเรียน GMAT) ที่จะต้องตรวจสอบความสามารถทางภาษาอังกฤษก่อนเข้าเรียนเพราะหากให้เข้าเรียน โดยคะแนน TOEFL ยังไม่ถึงเกณฑ์อาจทำให้น้องมัธยมปลายท้อแท้กับการเรียน

ติวเตอร์สอนที่บ้าน

 


เราคือ ศูนย์ติวเตอร์ที่ได้มาตราฐานรับรองผล กับการสอนพิเศษโดยติวเตอร์หัวกะทิจัดตรงส่งไปที่บ้าน ต้องการเรียนพิเศษวิชาอะไรสามารถแจ้งได้ เพราะติวเตอร์สอนเก่งแน่นอน ต้องการให้ไปสอนพิเศษ สามารถแจ้งได้ที่ Tel: 086-9750156

Comments are closed.